Elliott Wave Theory: ตอนที่ 8

Share This Post

Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Share on email

Wave’s Cycle and Basic Rules of Elliot Wave Theory: Part VIII

บทความตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของ Traditional Elliott Wave แล้วนะครับ แต่เรื่องราวของ Elliott Wave จะยังไม่จบแค่นี้เพราะ ตั้งแต่บทความตอนหน้าเป็นต้นไปเราจะมาศึกษา Elliott Wave ในมุมของนักปฏิบัติกันดูบ้าง ซึ่งเราจะเรียก Elliot Wave แบบนี้ว่า Harmonic Elliott Wave ซึ่งส่วนตัวผมใช้การนับแบบหลังนี้
แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น เรามาจบภาคแรกของ Traditional Elliott Wave กันที่ Wave A, Wave B และ Wave C กันดีกว่าเพื่อที่จะได้ทำให้ Traditional Elliot Wave นั้นจบ Cycle โดยสมบูรณ์

Wave A

Wave A เป็น impulsive wave ในทางตรงกันข้ามกับเทรนด์หลัก คาร์แรคเตอร์ของ wave A นั้นจะมีส่วนที่คล้ายกันมากกับ wave 1 ซึ่งโดยส่วนใหญ่ wave A นั้นจะพัฒนาค่อนข้างช้า เนื่องจากความไม่แน่ใจของ นักลงทุน/เทรดเดอร์ ที่ยังลังเลมันตลาดจะถึงเวลาเป็นเทรนด์ที่สวนทางกับเทรนด์หลักก่อนหน้านี้หรือเปล่า แล้วส่วนหนึ่งของนักลงทุนก็เริ่มที่จะออกจากตลาดเพื่อทำกำไรจากเทรนด์หลักในรอบที่แล้ว บางส่วนจะยังคิดอยู่ว่าตลาดอาจจะยังอยู่ในเทรนด์หลัก แค่รอให้ราคา break ออกไปแค่นั้นเอง

Wave A นั้นจะแรงหรือไม่แรง ก็ขึ้นอยู่กับการจบ wave 5 ของเทรนด์หลักก่อนหน้านี้ ถ้า wave 5 นั้น extend ค่อนข้างมาก เราก็อาจจะเห็น wave A แรง แต่ถ้า wave 5 extend จาก wave 3 ไม่มากนัก เราก็อาจจะเห็น wave A ค่อนข้างตื้น หรืออาจจะออกมาในรูปแบบของ side-way market ได้ด้วย
เพราะฉะนั้น wave A จึงไม่มีการคำนวณแต่อย่างใด เราต้องรอจนกว่าจะจบ wave A เท่านั้น แต่มีข้อสังเกตุก็คือ ใน wave A จะต้องมี 5 wave ย่อยนั่นเอง

จากรูปตัวอย่าง Dow Jones Index 30 min จาก 2 ก.ย. – 24 ก.ย. 2020
เราจะเห็นว่า Wave A ค่อนข้างที่จะแรง ก็เนื่องมาจาก Wave 5 นั้น extended ค่อนข้างมากนั่นเอง

Wave B

Wave B นั้นมีคาร์เรคเตอร์เดียวกันกับ wave 2 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะออกมาในรูปแบบของ Side-way, Balancing Area ทั้ง buyers และ sellers สลับกันเข้ามา control market

ซึ่ง wave B นั้นจะเป็น wave ที่สำคัญ เพราะเป็น wave ที่กำหนดทิศทางต่อไปในอนาคตอันใกล้ ว่า wave ต่อไปหรือการเคลื่อนไหวต่อไป จะมากหรือน้อย จะแรงหรือช้า

โดย wave B จะเป็นสวนทาง (corrective) กับ wave A ซึ่งก็สามารถ pull back กลับไปได้ตั้งแต่ 38% ถึง 138% แต่ปกติแล้วเราจะเป็น wave B pull back กลับไปที่ประมาณ 68% ซึ่งจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนะครับ ถ้า wave B จะ pull back กลับไปเกินกว่าจุดเริ่มต้นของ wave A เสียอีก

ซึ่งจากภาพตัวอย่าง จะเห็นว่า wave B นั้น pull back ขึ้นไปที่ประมาณ 50% จาก wave A

Wave C

Wave C เป็น wave ที่สำคัญมากใน EWT (Elliott’s Wave Theory) นั่นก็เป็นเพราะว่า ถ้าคุณสามารถหาจุดสิ้นสุดของ wave C ได้ คุณก็จะสามารถเข้าเทรด impulsive wave อันต่อไปได้ ซึ่งถ้าสามารถเข้าได้ตั้งแต่เริ่มต้นของ wave 1 คุณก็จะทำกำไรได้อย่างมาก ๆ ๆ

• Wave C โดยปกติแล้วจะเป็น wave ที่แรงที่สุดภายใน A ถึง C และจะเป็นรูปแบบของ impulsive wave ด้วย คือมี 5 wave ย่อย ซึ่งเมื่อจบ wave B นักลงทุนที่เคยเทรดมาเมื่อตอน impulsive wave หลัก จากออกจากเทรดกันที่ wave B มากที่สุด และจะรู้แล้วว่าเทรนด์ up ที่เคยมีมาแต่ก่อนนั้นจบแล้ว ซึ่งถ้าดูตามรูปใน chart 5 min จะเห็นว่าได้อย่างชัดเจนว่า wave C มี 5 wave ย่อย

• ที่ wave C เป็น wave ที่สุดใน 3 wave นั่นก็เป็นเพราะว่า ส่วนใหญ่แล้ว wave B จะ side-way หรือ balancing เพราะฉะนั้นเมื่อราคา break side-way range เทรดเดอร์ที่ซื้อไว้เมื่อจบ wave A จึงโดย stop loss แล้วราคาจึงวิ่งค่อนข้างแรง

• Wave C นั้นจะ extended จาก wave A ที่ประมาณ 100%-123% แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้า wave C จะ extended ได้ถึง 261% ขึ้นอยู่กับว่า wave B นั้นจะ consolidate กว้างและนานขนาดไหน

ภาพประกอบ

5 Min Chart

More To Explore